วิธีดูแลเรียวปาก

7 วิธีดูแลเรียวปากหน้าหนาว

1. ทาลิปบาล์มให้บ่อยขึ้น

ถ้าหากว่าคุณทาลิปบาล์มไม่เคยขาดอยู่แล้ว แต่ในหน้าหนาวนี้ก็ยังริมฝีปากแห้งแตกอยู่ดี แบบนี้อาจยังทาไม่บ่อยเพียงพอค่ะ ควรมีลิปบาล์มดี ๆ สักแท่งหรือสักตลับ ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น อย่างวิตามินอี และขี้ผึ้ง พกติดตัวหนึ่งแท่ง และติดกระเป่าไว้อีกหนึ่งแท่ง จะได้มีไว้ใกล้มือหยิบมาใช้ได้ทันทีที่ต้องการเสมอ และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็สามารถนวดครีมบำรุงลงบนริมฝีปากโดยตรงได้ด้วยนะคะ

2. กำจัดผิวที่แห้งลอกออกไปบ้าง

เรียวปากเองก็ไม่ต่างอะไรกับผิวหน้า ที่ต้องการการสครับขัดถูกำจัดเอาเซลล์ผิวเก่าตายแล้วที่อยู่ชั้นนอกสุดออกไป เพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า แต่สำหรับเรียวปากนั้น การใช้สครับสำหรับผิวหน้ามาขัดถูอาจจะหยาบและบาดเรียวปากได้ เปลี่ยนเป็นการใช้แปรงสีฟันขนนุ่มถูเบา ๆ ทั่วริมฝีปากหลังการแปรงฟันจะดีกว่า หรือจะใช้ปิโตรเลียมเจลผสมกับน้ำตาลทรายขัดถูเอาก็ได้ จากนั้นเช็ดให้สะอาด แล้วตามด้วยการทาลิปบาล์มทับอีกทีค่ะ

3. ทาลิปสติกสวยยามหน้าหนาวเป็นไปได้

ในหน้าหนาว หลาย ๆ คนมักขยาดการทาลิปสติก เพราะการทาทับลงบนเรียวปากที่แห้ง จะทำให้ลิปสติกตกร่องและเป็นขุย แก้ได้โดยการสครับเรียวปาก จากนั้นก่อนทาลิปสติก ให้ทาลิปบาล์มลงไปหนึ่งชั้นหนา ๆ และทิ้งระยะรอให้ริมฝีปากได้ซึมซับความชุ่มชื้น จนรู้สึกว่าปากเต่งตึงดีแล้วค่อยทาลิปสติกทับลงไป ก็จะทำให้ทาลิปสติกได้เนียนขึ้น นอกจากนี้สาว ๆ ที่ทาลิปมักจะเลี่ยงการกัด เม้ม หรือเลียริมฝีปากตัวเองด้วย อันนับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเรื่องเหล่านี้สามารถทำให้ริมฝีปากของคุณแห้งมากขึ้นค่ะ

4. หยุดเดี๋ยวนี้่ พฤติกรรมชอบเลีย-เม้ม ริมฝีปาก !

เวลาปากแห้ง หลาย ๆ คนมักเผลอตัวเลียริมฝีปาก เพราะรู้สึกว่ามันช่วยให้ปากชุ่มชื้นขึ้นมาได้ แต่ที่จริงกลับได้ผลตรงกันข้ามเลยค่ะ เพราะยามคุณเลียปาก เมื่อน้ำลายระเหยไป มันก็พาความชุ่มชื้นจากผิวริมฝีปากไปด้วย จึงยิ่งทำให้ปากของคุณแห้งกว่าเดิม นอกจากนี้ก็ยังมีพฤติกรรมชอบกัดหรือเม้มปาก ที่จะให้ปากที่แห้งอยู่แล้วแตกได้ อาจมีเลือดออกซิบ ๆ ให้รู้สึกแสบ และเจ็บแปล๊บ ๆ ด้วย จึงต้องแทนที่การเลียริมฝีปาก ด้วยการทาลิปบาล์มแทน และควรเลือกลิปบาล์มแบบที่ไม่กลิ่นหรือรสด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเผลอใจไปเลียหรือกัดริมฝีปากเอาอีกได้ง่าย ๆ จะหาว่าไม่เตือน

5. เลือกใช้ลิปบาล์มที่มีสารกันแดด

ความแห้งจากสภาพอาการไม่ใช่แค่เหตุผลเดียวที่ทำให้คุณปากแห้ง แต่ยังรวมถึงรังสียูวีจากแสงแดดด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากเลือกใช้ลิปบาล์มที่มีสารบำรุงให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็ยังต้องพิจารณาเลือกแบบค่า SPF เพื่อช่วยปกป้องริมฝีปากคุณจากรังสีในแสงแดดด้วย

6. ปราบความแห้งแตกด้วยว่านหางจระเข้

หากที่บ้านคุณปลูกต้นว่านหางจระเข้ล่ะก็ สามารถตัดใบสด ๆ ของมันมาล้าง จากนั้นผ่ากลาง แล้วใช้แต่น้ำจากเจลด้านในมาทาริมฝีปาก จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่เรียวปากได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ควรทดสอบอาการแพ้ก่อนนำมาใช้จริงด้วยนะจ๊ะ

7. บำรุงเติมความชุ่มชื้นจากภายใน

อาการริมฝีปากแห้ง จะบำรุงรักษาแต่จากภายนอกคงยังไม่เพียงพอ ต้องบำรุงกันจากภายในออกมาด้วย หากคุณมีปัญหาผิวและริมฝีปากแห้งแบบนี้ ต้องเสริมด้วยวิตามินบี และดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น แค่เน้นทั้งสองตัวนี้ ทั้งสภาพริมฝีปากและสภาพผิว ก็จะกลับมาชุ่มชื้นเปล่งปลั่งสู้ลมหนาวได้แน่นอนค่ะ

Read More
วิธีดูแลผิว

วิธีดูแลผิว 11 ข้อ

1. ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีซัลเฟต

ซัลเฟต เป็นส่วนผสมที่ใช้อย่างแพร่หลายในแชมพู รวมทั้งสบู่ และผลิตภัณฑ์ล้างหน้า มันเป็นสารซักล้างที่ช่วยทำให้เกิดฟอง เพิ่มความรื่นรมย์ให้โมงยามการอาบน้ำ แต่ผลเสียที่ตามมาติด ๆ กัน คือ ซัลเฟตจะทำให้ผิวของคุณแห้งตึงมากหลังล้างออก ยิ่งใช้ไปนานก็ทำให้ผิวแห้งกร้านได้ ฉะนั้นใครรู้ตัวว่ามีปัญหามากเรื่องผิวแห้ง ก็ต้องเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่ไร้สารซัลเฟตนะคะ

2. หมั่นเปลี่ยนปลอกหมอนเป็นประจำ

การดูแลผิวต้องโฟกัสกับอะไรก็ตามที่ใกล้ชิดกับผิวหน้าของเรา เพราะฉะนั้นจะมองข้ามเรื่องของปลอกหมอนไปไม่ได้เลยเชียว สาว ๆ ควรเปลี่ยนทำความสะอาดปลอกหมอนเป็นประจำเพื่ออนามัยที่ดีของผิวหน้า เพราะปลอกหมอนเป็นแหล่งสะสมความมันจากใบหน้าและหนังศีรษะได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง ถ้าปลอกหมอนสกปรก สิ่งเหล่านั้นก็ถ่ายคืนมาสู่ผิวหน้าคุณได้ระหว่างยามนอนหลับ นอกจากนี้ถ้าใครมีผมยาว และไม่ค่อยสระผมก่อนนอนกันเท่าไร ยามนอนก็ควรมัดผมไว้หลวม ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผมที่สะสมฝุ่นละอองหรือมลพิษต่าง ๆ มาตลอดทั้งวัน มาสัมผัสถูกหน้าผากและผิวหน้าด้วยค่ะ

 

3. ลดการดื่ม ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์

สำหรับชาและกาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อันเป็นที่ทราบกันว่ามันไม่เป็นมิตรกับผิวพรรณเท่าไรนัก แต่ถ้าคุณรู้ตัวดีว่าในหนึ่งวันของชีวิตจะแห้งเหี่ยวง่วงเหงาแน่ ๆ หากขาดกาแฟสักแก้ว ก็ขอให้ดื่มน้ำเปล่าตามเข้าไปมาก ๆ หลังจากดื่มกาแฟด้วย ส่วนแอลกอฮอล์นั้นก็มีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ทำให้คุณฉี่บ่อย ร่างกายจึงสูญเสียน้ำมาก เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้ผิวแห้งไม่เปล่งปลั่งได้นั่นเอง

4. กินสารพัดถั่ว ช่วยผิวสวยได้

ถั่ว เป็นของว่างระหว่างวันที่เหมาะกับสาวรักผิวสุด ๆ ไปเลย ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วบราซิล วอลนัท ฯลฯ ล้วนอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ กรดไขมันที่ดี และวิตามินนานาชนิดที่มีประโยชน์กับผิวพรรณ แต่ก็ต้องเลือกกินแบบรสธรรมชาติที่ไม่เติมเกลือนะคะ ไม่อย่างนั้นคุณอาจบวมเพราะความเค็มได้จ้ะ

5. สครับผิวสม่ำเสมอ เผยผิวใหม่ใสกิ๊ง

การขัดสครับผิวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะทำให้ผิวสดใส นุ่ม และเนียน ซึ่งเห็นผลได้แทบทันทีหลังการสครับ แต่ก็ต้องเลือกใช้เม็ดสครับที่เล็กและกลมมน จะได้ไม่บาดผิวค่ะ

 

6. เคล็ดลับอาบน้ำให้ผิวสวย

เคล็ดลับในการอาบน้ำเพื่อผิวสวย มีทริคสำคัญอยู่ที่ประเภทของน้ำที่คุณใช้ โดยน้ำแบ่งออกเป็นสองประเภท คือน้ำอ่อน (soft water) อันได้แก่น้ำประปาทั่วไป และน้ำกระด้าง (hard water) เช่น น้ำบาดาล หากว่าแหล่งน้ำที่คุณใช้อาบน้ำเป็นน้ำอ่อน ก็ไม่จำเป็นต้องฟอกสบู่มาก เพราะน้ำอ่อนจะชะล้างความลื่นของผลิตภัณฑ์ออกยาก แต่หากว่าเป็นน้ำกระด้าง ซึ่งเมื่อน้ำเจอกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวแล้วจะไม่เกิดฟองมาก คนส่วนใหญ่มักคิดว่ายังอาบน้ำไม่สะอาด จึงฟอกสบู่เยอะกว่าเดิม ทำให้ผิวถูกทำความสะอาดชะล้ามากเกินความจำเป็น ผิวจึงแห้งง่ายได้นั่นเอง บ้านมีสภาพน้ำเป็นแบบไหน ก็ต้องเลือกอาบน้ำให้ถูกวิธีกันตามนี้ด้วยนะคะ

7. ลำดับการบำรุงผิวเหมาะสม ผิวเด้งใสขึ้นอีกหนึ่งสเต็ป

คุณผู้หญิงทราบกันไหมเอ่ย ว่าลำดับในการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีส่วนสำคัญต่อผิวพอ ๆ กัน หรือมากกว่าประสิทธิภาพของครีมบำรุงที่คุณใช้เสียอีก โดยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแอคทีฟ (active ingredients) อาทิ เรตินอล สารแอนตี้ออกซิแดนท์ เป็นต้น ควรจะทาลงผิวก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้สารเหล่านั้นซึมเข้าสู่ผิวได้ล้ำลึก นอกจากนี้ก็ควรเลือกทาครีมที่มีเนื้อบางเบาก่อน แล้วค่อยตามด้วยครีมที่มีเนื้อหนาข้นกว่าเป็นลำดับถัดไป เพราะหากว่าคุณเลือกทาครีมเนื้อหนาก่อนครีมที่เนื้อบางเบา ความหนาและข้นของครีมตัวแรกจะกลายเป็นสิ่งที่บล็อกไม่ให้ผิวซึมซับสารบำรุงจากครีมตัวต่อไปได้ดีนัก

8. หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชิ้นที่สัมผัสกับผิวหน้าบ่อย

อุปกรณ์ในชีวิตประจำวันหลาย ๆ ชิ้น ต้องสัมผัสกับผิวหน้าบ่อย เช่น แปรงแต่งหน้า แว่นตา แว่นกันแดด โทรศัทพ์มือถือ เป็นต้น และข้าวของเหล่านี้ก็สามารถสะสมความมัน สิ่งสกปรกและแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี สาว ๆ จึงจะเป็นต้องทำความสะอาดสิ่งของเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ หมั่นเช็ดทำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ส่วนแปรงแต่งหน้าก็ควรล้างให้ได้ 1-2 ครั้งต่อเดือน เป็นอย่างน้อยที่สุดนะจ๊ะ

 

9. ออกกำลังเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนกันเถอะ

การออกกำลังกายไม่ได้ดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังดีต่อสุขภาพผิวของเรามาก ๆ ด้วยค่ะ ยิ่งได้ออกกำลังกายจนเหงื่อชุ่มโชก ผิวพรรณก็จะยิ่งเปล่งปลั่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเหงื่อจะช่วยขับความมัน และสิ่งสกปรกตกค้างออกมาจากรูขุมขน ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิ ใครที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ ผิวใสเนียนเปล่งปลั่งกันทั้งนั้นเลยนะ ไม่ได้โม้

10. เก็บมือทั้งคู่ให้อยู่ไกลผิวหน้า

มือ เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยเราหยิบจับข้าวของชิ้นโน้นชิ้นนี้ได้อย่างใจ แต่ข้าวของที่เราหยิบก็ใช่ว่าจะสะอาดไปหมดทุกชิ้นนะคะ สิ่งสกปรก แบคทีเรียต่าง ๆ จากข้าวของจึงเปื้อนมากับมือด้วย และก็พร้อมจะยักย้ายสู่ผิวทันทีเมื่อเรานำมือมาสัมผัสผิวหน้า เกิดเป็นต้นเหตุของสิว และอาการระคายเคืองผิวนั่นเอง สาวคนไหนชอบลูบ ชอบจับใบหน้า ทราบแล้วปรับปรุงด่วนจ้า

11. นวดผิวด้วยแปรงก่อนอาบน้ำ

เพื่อผิวที่สะอาดและเปล่งปลั่งสวย ลองใช้แปรงขัดผิวขนนุ่ม ๆ แปรงนวดผิวทั่วทั้งกายก่อนที่จะอาบน้ำดูสิคะ มันจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตใต้ผิวหนัง รูขุมขนก็จะขยายออกนิดหน่อยด้วย ทำให้เมื่ออาบน้ำคุณก็สามารถชำระล้างร่างกายได้อย่างหมดจด อาบเสร็จแล้วจึงรู้สึกว่าผิวนุ่ม และเนียนเด้งสุด ๆ ไปเลย

Read More
สมุนไพรปราบสิว

สมุนไพรปราบสิว 6 ชนิด

1. โหระพา มาแล้วสิวหาย

ใบโหระพาหอม ๆ ตัวช่วยเพิ่มอรรถรสให้แกงหลายชนิดก็มีประโยชน์กับผิวของเราไม่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายแล้ว ยังคอยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นไม่ว่าสิว ริ้วรอย หรือรอยแดงจากสิวก็ต้องหนีหายไปเมื่อเจอโหระพา รู้อย่างนี้แล้วใครมีปัญหาสิวก็อย่าลืมกินใบโหระพากันเยอะ ๆ ด้วยนะจ๊ะ

2. ออริกาโน่ โห่ไล่สิว

ออริกาโน่เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์ มีสรรพคุณช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบของร่างกาย อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการเสียดท้อง ช่วยให้เจริญอาหาร และลดความเครียดได้อีกด้วย ดังนั้นเชื้อแบคทีเรีย และอาการอักเสบในร่างกายที่ทำท่าว่าจะผุดเป็นสิวขึ้นมาบนหน้าเรา พอเจอสมุนไพรตัวเด็ดอย่างออริกาโนเข้าไป เชื้อสิวก็ตายเรียบเลยสิ

3. ผักชี ตัวนี้ก็เด็ด

พอเอ่ยถึงผักชี หลายคนก็ร้องยี้กันเป็นแถว แต่หลังจากนี้คงต้องกลั้นใจกินผักชีกลิ่นแรงให้เยอะ ๆ แล้วนะจ๊ะ เพราะเจ้าผักชีอุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์ มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของการล้างสารพิษในร่างกาย ลดกรดในเลือด กระตุ้นการทำงานของอินซูลิน รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ชำระสารพิษในตับ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุสุดจี๊ดของสิวทุกชนิดได้อยู่หมัด สรรพคุณเจ๋งขนาดนี้คงต้องเลิกเมินผักชีกันแล้วนะจ๊ะสาว ๆ

4. พาสลีย์ สิวขยาด

พาสลีย์ หรือ ผักชีฝรั่ง เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์ มีวิตามินซีสูง สรรพคุณคล้าย ๆ กับผักชีไทยของเรานี่ล่ะค่ะ ที่ช่วยล้างสารพิษ ขับปัสสาวะ ระบายเชื้อโรค และแบคทีเรียได้อีกทาง ดังนั้นสาวคนไหนกินทั้งผักชีไทย และผักชีฝรั่งบ่อย ๆ หน้าก็จะใสปิ๊ง ดูมีน้ำมีนวล และอ่อนวัยกว่าอายุจริงเยอะเลย คุณสมบัติโดดเด่นขนาดนี้ สนใจจะกินผักชีขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ

5. สะเดา เคลียร์ผิวสาวได้ใสกิ๊ง

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า สะเดาเป็นผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยทำความสะอาดเลือด และเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังมีธาตุเหล็กช่วยซ่อมแซมการสึกหรอของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สะเดายังช่วยลดการผลิตน้ำมัน และต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้นเหตุของสิวได้อยู่หมัด แค่นี้ก็คงไม่ต้องให้บอกแล้วใช่ไหมล่ะว่า กินสะเดาแล้วหน้าจะใสกิ๊งขนาดไหน

6. มิ้นต์ เสกผิวใส

ไม่ว่าจะเป็นเปปเปอร์มิ้นต์ หรือสเปียร์มิ้นต์ก็ล้วนแต่มีคลอโรฟีลล์สูง ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบต้นเหตุของการเกิดสิว ช่วยฟอกเลือดให้สะอาด แถมยังช่วยกระตุ้นร่างกายให้ย่อยอาหารดีขึ้นด้วย และเมื่อระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติอย่างนี้ ผลดีก็จะปรากฎเป็นผิวขาวใส บ่งบอกสุขภาพที่ฟิตเต็มร้อยเลยยังไงล่ะ
สมุนไพรทั้ง 6 ชนิดที่ว่ามานี้ หลายชนิดมีประโยชน์ในเรื่องของการลดความเครียด สาเหตุที่ทำให้เราเกิดริ้วรอย ผิวพรรณหมองคล้ำด้วยนะคะ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การกินผักผลไม้ และน้ำสะอาดเยอะ ๆ ก็ช่วยให้ผิวพรรณขาวใสไร้มลทินใด ๆ แล้วล่ะเนอะ ยิ่งถ้าหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย สุขภาพกายและสุขภาพผิวก็จะดีคูณสองเลยนะจ๊ะ

Read More
อาหารบำรุงผิว

อาหารบำรุงผิว 7 อย่าง

1. ดาร์กช็อกโกแลต

สาว ๆ ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องกรี๊ดกับของกินข้อนี้แน่ ๆ เพราะดาร์กช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้น มีสารฟลาโวนอล (flavonol) ผสมอยู่สูงมาก ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมีความกระชับและมีความยืดหยุ่น เพราะฉะนั้นในแต่ละวันอย่าลืมบิกินดาร์กช็อกโกแลตสัก 2 ก้อนเล็ก ๆ นะจ๊ะ

2. ทับทิม

ทับทิม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (polyphenol) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ตัวเจ๋ง คอยต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดนำสารอาหารที่จำเป็นไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้ดี ลองทานทับทิมหนึ่งผล หรือน้ำทับทิมวันละ 1 แก้ว เป็นประจำ จะช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ

 

3. วอลนัท

ถั่ววอลนัท เปี่ยมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายในด้านคงความยืดหยุ่นของผิวหนัง นอกจากนี้มันยังมีคอปเปอร์ หรือทองแดง ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในผิวหนัง การกินวอลนัทวันละหนึ่งกำมือเล็ก ๆ จึงเป็นทริคผิวสวยที่บอกต่อแล้วต้องรีบทำตามยังไงล่ะคะ

4. พริกไทย และผักสีสดอื่น ๆ

ตามข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนังระบุว่า ผู้ที่รับประทานผักสีสันสด ๆ บ่อย ๆ อย่างผักสีเขียว สีส้ม สีเหลือง สีแดง จะมีริ้วรอยน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยกินผัก เพราะในผักสีสันจัดนั้นมีสารแคโรทีนอยด์อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ทำให้ผิวแข็งแรง ต่อต้านการถูกทำลายจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นแดดที่จะมาลามเลียให้ผิวโทรม และเหี่ยวก็ไม่ต้องกลัวเลยล่ะ และนอกจากผักสีสดแล้ว พริกไทยเองก็มีคุณสมบัติเช่นนี้เหมือนกันค่ะ

5. เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวันที่หารับประทานได้ง่าย และราคาสบายกระเป๋า นับเป็นอาหารผิวชั้นเยี่ยม เพราะมันอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ขึ้นชื่อเรื่องช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ทำให้ผิวแข็งแรง จึงช่วยบรรเทาอันตรายที่ผิวได้รับจากแสงแดดด้วย เพียงแค่รับประทานเมล็ดทานตะวันวันละ 1 กำมือ ก็เพียงพอที่จะรักษาผิวสวยให้อยู่คู่คุณไปได้อีกนาน

อาหารบำรุงผิว

6. ถั่วแดง

แพทย์ผิวหนังระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดจุดด่างดำบนผิว ก็เพราะร่างกายขาดธาตุสังกะสี หรือ ซิงค์ ถ้าอย่างนั้นลองมากินถั่วแดงกันดูดีกว่า เพราะว่าถั่วแดงเป็นแหล่งของสังกะสีชั้นเยี่ยม จึงป้องกันปัญหาจุดด่างดำบนผิวได้อย่างตรงจุด ทั้งยังช่วยในกระบวนการรักษาตัวเองของผิวด้วย ช่วยลดอาการอักเสบของผิว และสิวได้ทีเดียวเลยจ้า

7. ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต ธัญพืชที่นำมาเป็นส่วนผสมของอาหารได้หลายอย่าง นอกจากอร่อย มีคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว ก็ยังอยู่ท้องนาน การที่มันค่อย ๆ ถูกย่อยและดูดซึมไปใช้ ช่วยรักษาให้ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดคงที่ ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาลในเส้นเลือดพุ่งสูง ซึ่งจะเป็นสาเหตุของการอักเสบของเนื้อเยื่อและผิวพรรณ ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาผิว สิว และริ้วรอย และนอกจากจะได้ประโยชน์จากการกิน ก็ยังนำข้าวโอ๊ตมาใช้เป็นส่วนผสมของสครับและมาส์กได้อีกด้วยจ้า

Read More
วิธีกำจัดสิว

เสกสิวหายไวทันใจวัยรุ่น

จะมีอะไรแย่ไปกว่าการตื่นมาแล้วเจอสิวเม็ดเป้ง เป่งอยู่บนใบหน้า เช้าอันสดใสกลายเป็นหมองหม่นไปในทันที จะปล่อยให้สิวเติบโตเม็ดใหญ่กว่านี้ไม่ได้ สาว ๆ ต้องรีบจัดการหายาแต้มสิวที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก 2% มาแต้มโดยไว แต่ถึงจะรีบแต้มยาแบบนี้แล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาอีกกว่าอาทิตย์กว่าเจ้าสิวเม็ดเป้งจะยุบแห้งไป แต่ตอนนี้มีงานให้ต้องรีบใช้หน้าสวย ๆ อยากย่นเวลาให้สิวรีบหายไวกว่าเดิม เราก็มีเคล็ดลับรักษาสิวให้หายไว ตามนี้เลยจ้า

แต้มด้วยครีมไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone cream)

ลองใช้ครีมไฮโดรคอร์ติโซน ซึ่งเป็นครีมทาสำหรับผิวที่เป็นผื่นคัน ซึ่งตัวครีมนี้จะมีส่วนผสมของสเตอรอยด์แบบที่คุณหมอใช้ฉีดให้สิวยุบผสมอยู่ ฉะนั้นนอกจากใช้ทาผื่นได้ดีแล้ว ก็ใช้แต้มสิวได้แจ๋วด้วย แนะนำว่าควรทาทิ้งไว้ 15 นาทีค่ะ

ลดความแดงอักเสบด้วยยาหยอดตา (Visine)

ยาหยอดตาที่ใช้ลดอาการเคืองตา ตาแดง ก็ใช้ลดอาการแดงอักเสบของสิวได้เหมือนกัน แค่นำมาป้ายที่จุดสิวที่เห่อแดงเท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้มันได้เฉพาะลักษณะเห่อแดง แต่ช่วยลดขนาดความเป่งของสิวไม่ได้นะจ๊ะ

สิวแห้งไวด้วยมาส์กโคลนขาวเกาลิน

การมาส์กหน้าด้วยโคลนขาวเกาลิน (Kaolin) ขึ้นชื่อว่าช่วยดูดซับความมันส่วนเกิน และสิ่งสกปรกในรูขุมขนออกมา ทำให้ผิวกระชับ รูขุมขนเล็กลง และถ้าใช้มันในปริมาณเล็กน้อยผสมกับยาแต้มสิวที่คุณใช้ นำมาพอกไว้ที่เม็ดสิวทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วล้างออก ก็จะช่วยย่นเวลาการรักษา ช่วยให้สิวยุบได้เร็วขึ้น

ล้างหน้าด้วยโฟมที่มีส่วนผสมกรดซาลิไซลิก 2%

ถ้าคุณรู้ตัวว่ามันมีสิวบุกในช่วงที่รอบเดือนมาอยู่เสมอ คราวนี้ช่วงก่อนหน้าวันนั้นของเดือนสัก 1 สัปดาห์ ให้ใช้ผลิตภัณ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก 2% ดูนะคะ จะช่วยบรรเทาไม่ให้ผิวถูกรุกรานจากกองทัพสิวได้ดีเชียวล่ะ

อย่าบีบสิวเด็ดขาดเชียว !

ใครบีบสิวเดี๋ยวจะโดนตีมือนะจ๊ะ เพราะมันจะทำร้ายผิวและเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นสิวรอบ ๆ ซึ่งทำให้ผิวช้ำ และจะนำมาซึ่งรอยดำและแผลเป็น หากว่ารู้สึกคันยิบ ๆ อยากเกาสิวไม่ไหวจริง ๆ ให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้วรองนิ้วด้วยสำลี จากนั้นอนุญาตให้กดเบา ๆ ลงไปรอบ ๆ บริเวณเม็ดสิว จะช่วยให้หายคันสิวลงได้ค่ะ

Read More
วิธีดูแลผิวหน้าด้วยน้ำผึ้ง

มาส์กน้ำผึ้งมานูก้า

สาว ๆ ที่หลงรักของบำรุงผิวหน้าจากธรรมชาติที่ไร้สารเคมี แน่นอนว่าต้องไม่พลาดที่จะหยิบน้ำผึ้ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นของขวัญที่แสนมหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่จะช่วยบำรุง และแก้ปัญหาผิวหน้าที่คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าแห้ง แต่งหน้าเท่าไรก็ดูไม่สวยอย่างที่ต้องการ ก็สามารถใช้น้ำผึ้งนี่แหละมาส์ก และทิ้งไว้บนหน้าเพื่อลดความแห้งกรังได้ หรือสาว ๆ คนไหนมีปัญหาสิวที่กวนใจอยู่ บอกเลยว่าน้ำผึ้งนี่แหละ จะช่วยลดการอักเสบของสิวได้อยู่หมัด และยังทำให้รอยสิวค่อย ๆ จางลงได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว

ทว่าความจริงแล้ว น้ำผึ้งก็มีหลายชนิด และมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป แต่น้ำผึ้งที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดคือ น้ำผึ้งมานูก้า ที่ได้ฉายาว่าราชินีแห่งน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นน้ำหวานจากเกสรดอกมานูก้า ในประเทศนิวซีแลนด์ ถ้าหากนำมามาส์กหน้า บอกได้เลยว่าเริ่ดกว่าการใช้ครีมมาส์กหน้าราคาแพง ๆ เสียอีก เพราะจะทำให้หน้าสะอาดใสปิ๊ง ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ฉะนั้นมาดูกันดีกว่าว่าสาว ๆ จะลงมือทำมาส์กจากน้ำผึ้งมานูก้าได้อย่างไรบ้าง รับรองว่าง่ายสุด ๆ

มาส์กปรับสภาพผิว

สำหรับผู้ที่ต้องการขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และช่วยปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ

ส่วนผสม

น้ำตาลดิบออร์แกนิก 2 ช้อนโต๊ะ

มะนาวออร์แกนิกครึ่งซีก

น้ำผึ้งมานูก้าออร์แกนิก UMF 15+ 2 ช้อนโต๊ะ (UMF คือสารที่พบเฉพาะในน้ำผึ้งมานูก้า ซึ่งในระดับ 15+ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี)

วิธีทำ

1. บดน้ำตาลดิบด้วยเครื่องบดเมล็ดกาแฟ หรือเครื่องบดอาหาร

2. บีบน้ำมะนาวลงไปในถ้วยเล็ก โดยหยิบเม็ดออกให้เรียบร้อย

3. เทส่วนผสมทั้งหมดลงไปในชาม จากนั้นคนให้เข้ากัน

4. นำมาทาให้ทั่วใบหน้า และมาส์กทิ้งไว้ 5-15 นาทีแล้วล้างออก (เพื่อผลลัพธ์ที่ดีควรทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์)

มาส์กเพื่อหน้าเต่งตึง

สำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยตามวัย จะช่วยทำให้ใบหน้ากลับดูเฟิร์มขึ้น

ส่วนผสม

ไข่ออร์แกนิก 1 ใบ

น้ำผึ้งมานูก้าออร์แกนิก UMF 15+ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. แยกไข่แดงทิ้ง เหลือไว้เฉพาะไข่ขาวในชามเล็ก

2. นำน้ำผึ้งมาเทใส่ชามเล็กที่มีไข่ขาว จากนั้นตีให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว

3. เมื่อผสมกันเข้าเนื้อแล้ว นำมามาส์กให้ทั่วใบหน้า และลำคอ ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก

มาส์กเพื่อหน้าสะอาดใส

สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน หรือผิวผสม ช่วยขจัดสิวหัวดำ และสิวที่เกิดจากฮอร์โมน

ส่วนผสม

แอปเปิลออร์แกนิกที่สุกงอมเต็มที่ 1 ลูก

น้ำผึ้งมานูก้าออร์แกนิก UMF 15+ 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. หั่นแอปเปิลโดยเอาส่วนแกนทิ้งไป จากนั้นนำไปปั่นในเครื่องปั่น หรือเครื่องบดอาหารให้ละเอียด

2. ตักแอปเปิลที่ถูกปั่นละเอียดแล้วมาใส่ในชามขนาดกลาง จากนั้นเติมน้ำผึ้งลงไป และคนให้เข้ากัน

3. นำส่วนผสมทั้งหมดมาทาลงบนใบหน้า มาส์กทิ้งไว้ 10-15 นาที หรือจนกว่าจะแห้งแล้วล้างออก

 

ไม่น่าเชื่อเลยว่า แค่น้ำผึ้งมานูก้าที่มีประโยชน์ในตัวเองมากมายอยู่แล้ว ยังสามารถนำมาประยุกต์กับวัตถุดิบชิ้นอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเข้าไปได้อีก รู้แบบนี้แล้ว อย่ารอช้าที่จะทำมาส์กจากน้ำผึ้งมานูก้าใช้เองนะคะ จะได้มีใบหน้าเนียนสวยกันทุกคน แถมยังประหยัดเงินอีกด้วยเนอะ

Read More
วิธีรักษาฝ้า

รักษาฝ้าแบบธรรมชาติ

มะขามเปียก นำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาไปยังบริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า โดยทาบาง ๆ ให้ทั่วรอยฝ้า ทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วล้างออก จะสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและลดรอยด่างดำได้ ทั้งนี้ หากไม่มีมะขามเปียกอาจใช้เป็นน้ำมะกรูดหรือน้ำมะนาวแทนก็ได้ค่ะ

หัวไชเท้า เพียงนำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นจึงนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วปั่นพอละเอียด (อาจบีบน้ำมะนาวผสมลงไปนิดหน่อย) นำมาพอกไว้ให้ทั่วหน้าหรือบริเวณที่เป็นฝ้าประมาณ 15 นาที รับรองว่าทำเป็นประจำฝ้าหายเกลี้ยง ! ว้าว ๆ ..เพิ่งจะรู้ว่าหัวไชเท้านอกจากอร่อยแล้ว ยังช่วยให้หน้าสวยได้ด้วยนะเนี่ย !

ว่านหางจระเข้ เพราะในว่านหางจระเข้มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยลบเลือนริ้วรอย จุดด่างดำได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีกรดอ่อน ๆ ช่วยลดความมันบนใบหน้า สำหรับวิธีการรักษาฝ้าด้วยว่านหางจระเข้ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงนำเนื้อวุ้นในว่านหางจระเข้มาทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ทำต่อเนื่องกัน 1-2 เดือน จะสังเกตได้ว่ารอยฝ้า รอยดำต่าง ๆ จะดูจางอย่างเห็นได้ชัด

ใบบัวบก จากการวิจัยพบว่าใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณรักษาอาการของโรคผิวหนัง โดยเฉพาะกระ ฝ้าและสิว ไม่ว่าจะคั้นน้ำดื่มเย็น ๆ เป็นประจำหรือนำมาปั่นแล้วนำน้ำใบบัวบกมาเช็ดแทนโทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เท่านี้บรรดารอยฝ้าต่าง ๆ เตรียมย้ายบ้านหนี เหลือไว้แต่หน้าขาวเนียนสดใส

น้ำแอปเปิลไซเดอร์ ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิลจะมีประโยชน์ในด้านการดูแลผิวได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพราะในน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด จึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใส เนียนนุ่มขึ้นได้ ด้วยการน้ำแอปเปิลไซเดอร์มาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้งแล้วล้างออก

ไข่ขาว เพียงแยกไข่ขาวดิบออกจากไข่แดง แล้วนำไข่ขาวบริเวณรอบ ๆ ไข่แดงมาทาบางให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า (อาจทาทั่วหน้าเพื่อช่วยลอกสิวเสี้ยนไปในตัว) ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ทำเป็นประจำทุกวัน ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้า

Read More
วิธีดูแลผิวหน้าร้อน

ดูแลผิวหน้าร้อน

ทำความสะอาดผิวให้สะอาดหมดจด เพราะในแต่ละวันผิวหน้าและผิวกายของคุณต้องเจอฝุ่นละออง ควันพิษ รวมถึงเหงื่อไคล และคราบความมันอีกไม่รู้เท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่สาว ๆ ควรใส่ใจมาเป็นอันดับแรก คือการล้างทำความสะอาดผิว ด้วยเจลล้างหน้า หรือสบู่สูตรอ่อนโยนให้ผิวสะอาดเกลี้ยงเกลา สำหรับใครที่แต่งหน้าทุกวัน เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบล้างทำความสะอาดด้วยเมคอัพรีมูฟเวอร์ แล้วใช้เจลล้างหน้าล้างอีกครั้ง เพื่อช่วยลดการอุดตันและสิ่งตกค้างบนผิว

บำรุงผิวอย่างพอเหมาะ สาว ๆ หลายคนอาจคิดว่าการบำรุงผิว จะทำให้ผิวมันเหนอะหนะ ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด ! เพราะวิธีนี้จะยิ่งทำให้ผิวแห้งขาดสมดุล จนทำให้หน้ามันง่ายกว่าเดิมด้วยนะคะ ทางที่ดีคุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ทั้งตอนเช้าและก่อนนอน เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื่นและได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่ ส่วนผิวกายอาจเลือกเป็นโลชั่นบำรุงสูตรบางเบา เพื่อให้ผิวรู้สึกสบายไม่หนักผิวมากเกินไป

ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องผิวของคุณสาว ๆ ที่ห้ามลืม (ทา) โดยเด็ดขาด แม้ว่าจะอยู่นอกบ้านหรือในบ้าน ผิวก็จำเป็นจะต้องเผชิญกับรังสียูวีเอและยูวีบีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญช่วงหน้าร้อนแดดจัด สาว ๆ จึงควรใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB โดยมีค่า SPF 50 ขึ้นไป ทาให้ทั่วผิวหน้าและผิวกายทุกครั้ง เพื่อช่วยปกป้องผิวสวยและยับยั้งปัญหาผิวคล้ำเสีย

สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด แต่ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าเรียวขา ท่อนแขน จะดำคล้ำเป็นสีแบบทูโทน แค่เลือกหาเสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขายาว หรือเสื้อคลุม ที่มีเนื้อผ้าเบาสบาย หรือโปร่งระบายได้ดีอย่างผ้าฝ้ายมาสวมใส่ แล้วเสริมด้วยพร็อพเก๋ ๆ อย่าง หมวกปีกกว้าง แว่นตาอีกนิด งานนี้ช่วยลดปัญหาผิวคล้ำไหม้แดดได้อีกเพียบเลยล่ะ

เสริมความแข็งแรงให้ผิวด้วยอาหาร คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการบำรุงผิวสวยใสจากภายในด้วยอาหารอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี1,2,3 ซี อี และแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย รวมถึง นม ไข่แดง โยเกิร์ต และธัญพืช ซึ่งมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซ่อมแซมผิวให้ผิวดูเปล่งปลั่งดูดีอยู่เสมอ

ผิวสวยดูดีอยู่เสมอ แค่ดื่ม ! นอกเหนือจากการทาครีมบำรุง และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณแล้ว น้ำเปล่า ยังถือเป็นอาหารผิวชั้นเยี่ยมที่ช่วยให้เซลล์ผิวหนังทำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดการสูญเสียน้ำในร่างกายในช่วงหน้าร้อน และเปลี่ยนให้ผิวสวยนุ่มชุ่มชื่นขึ้นได้ ดังนั้นใครที่รู้ตัวดื่มน้ำน้อย หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลมมากกว่าน้ำเปล่า ควรหันมาดื่มน้ำสะอาดเพิ่มมากขึ้น ไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 แก้ว กันดีกว่าจ้า

เลี่ยงแดด คือ วิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีรังสียูวีมาก ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. พยายามหลบแดดด้วยการอยู่ในที่ร่มไว้จะช่วยป้องกันผิวเสียได้ดีที่สุด

Read More
วิธีธรรมชาติกำจัดขน

กำจัดขนด้วย 5 วิธีธรรมชาติ

การกำจัดขน เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่สาว ๆ หลายคนให้ความสนใจกันมาก เพราะผู้หญิงบางคนเกิดมาพร้อมกับฮอร์โมนเพศชายในร่างกายสูง จนทำให้มีขนตามร่างกายแบบที่ไม่อยากจะมี ก็ผู้หญิงที่ผิวสวยเรียบเนียนไร้ขนดูสวยกว่าเป็นไหน ๆ เนอะ จึงทำให้ในปัจจุบันการเลเซอร์ขน หรือการใช้ครีมกำขัดขนเป็นที่นิยมกันมาก แต่หารู้ไม่ว่าวัตถุดิบใกล้ตัวหลายอย่างก็สามารถใช้กำจัดขนได้อย่างคาดไม่ถึง งั้นมาดูกันดีกว่าว่า 5 วิธีกำจัดขนจากวัตถุดิบธรรมชาติให้ผิวเนียนใสจะมีอะไรบ้าง ที่สำคัญวิธีเหล่านี้ยังไม่ทำให้เจ็บตัวเหมือนไปเลเซอร์อีกด้วย

นวดน้ำมันปิดตายรูขุมขน

การนวดน้ำมัน ไม่เพียงแค่จะช่วยให้คุณสาว ๆ รีแลกซ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็ยังจะช่วยให้ขนบนร่างกายอ่อนนุ่ม และมีเส้นเล็กลง ยิ่งคุณนวดตัวด้วยน้ำมันบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้น้ำมันช่วยเข้าไปปิดรูขุมขนทีละเล็กละน้อยมากขึ้นจนขนไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีก ส่วนน้ำมันนวดตัวที่ควรใช้ คือ น้ำมันหอมระเหย หรือน้ำมันละหุ่ง เพื่อคงสภาพให้ผิวชุ่มชื้น ในขณะที่ก็ช่วยกำจัดขนที่ไม่พึงประสงค์ออกไปด้วย

กำจัดขนด้วยวัตถุดิบก้นครัว

วัตถุดิบก้นครัวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะนำมากำจัดขนได้เหมือนกัน อย่างแป้งที่ได้มาจากถั่วลูกไก่ (chicken pea flour หรือ Gram flour) นำมาผสมรวมกับโยเกิร์ต และน้ำมันมะกอก หรือโจโจบาออยล์ 3-4 หยด จากนั้นป้ายลงไปให้ทั่วร่างกายของคุณ เน้นหนักที่ตรงส่วนที่มีขนอันไม่พึงประสงค์ จากนั้นรอให้แห้ง แล้วจึงขัดออกด้วยที่ใยขัดผิวต่าง ๆ ผลลัพธ์จะไม่เห็นผลทันที จึงควรทำต่อเนื่องทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะช่วยให้ขนค่อย ๆ หลุดจนหมดเกลี้ยง

ผสมมะนาวน้ำผึ้งกำจัดขนหน้า

วัตถุดิบจากธรรมชาติสุดเบสิกที่ช่วยบำรุงผิวอย่างมะนาว และน้ำผึ้ง ก็สามารถนำมาใช้เพื่อกำจัดขนบนใบหน้าได้โดยที่ช่วยบำรุงหน้าไปในตัวด้วย เพียงแค่ผสมน้ำผึ้ง 4 ช้อนชา กับน้ำมะนาว 1 ลูก เมื่อผสมเรียบร้อยแล้ว นำมาทาตรงส่วนที่ต้องการกำจัดขน จากนั้นนวดวนประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำซ้ำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าขนจะหลุดหมดเกลี้ยง เพียงเท่านี้หน้าของคุณก็จะสะอาดกระจ่างใสไร้ขนมากวนใจแล้วค่ะ

แว็กซ์ขนด้วยน้ำตาล

เชื่อว่าทุกบ้านต้องมีวัตถุดิบปรุงอาหารชนิดนี้ติดครัวอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเสียเงินซื้อครีมกำจัดขน หรือไปเลเซอร์ขนราคาหลายหมื่นเลย เพราะเพียงเทน้ำเปล่าครึ่งถ้วย น้ำตาล 4 ช้อนชา และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ลงไปบนกระทะ จากนั้นนำไปวางบนเตาแก๊สที่ใช้ไฟอุ่น ๆ แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียว รอจนงวด ปิดแก๊ส แล้วทิ้งไว้ให้อุ่นสักนิดจึงค่อยนำมาทาตรงส่วนที่มีขน แล้วนำผ้าฝ้ายมาปิดทับเอาไว้ รอ 2 นาที แล้วดึงผ้าออก ให้ทำต่อเนื่องนาน 6 สัปดาห์ แล้วขนที่มีจะหลุดหายไปหมดเลยค่ะ

แป้งเตรียมอบขนมปัง

สำหรับบ้านใครที่ชอบทำขนมปัง หรือเบเกอรี่ด้วยตัวเอง ก็คงจะใช้วิธีนี้ได้ เพราะต้องใช้แป้งโดที่เตรียมจะนำไปอบเป็นขนมปัง มาใช้กำจัดขน แต่วิธีนี้มักใช้กับเด็กอ่อน เพื่อกำจัดขนอ่อน ๆ ออก หรือช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของขนได้ในเด็กอ่อนมากกว่า เพียงใช้แป้งโดไปชุบน้ำมัน แล้วนวดลงไปทั่วทั้งร่างกายของเด็ก อาจพูดได้ว่าวิธีนี้่เป็นการเริ่มต้นที่ดีสู่ผิวสวยของลูกน้อยของคุณ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถดื่มชาสเปียร์มินต์เพื่อลดฮอร์โมนเพศชายลงได้ จึงจะทำให้ขนตามร่างกายไม่เจริญเติบโตขึ้นกว่าเดิม ยังไงก็ลองทำวิธีธรรมชาติเหล่านี้ดูก่อนนะคะ เพราะเชื่อว่าอาจใช้เวลานานกว่าการเลเซอร์ราคาแพงไปเสียหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนกันในราคาที่จะช่วยคุณเซฟเงินได้เพียบเลยค่ะ

 

 

Read More
สมุนไพรรักษาสิว

ว่านหางจระเข้ รักษาสิว

ว่านหางจระเข้นั้น จัดเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องของการลดการอักเสบของผิวหนัง ได้แก่ สิว รอยแผล จุดด่างดำ รวมถึงช่วยสมานแผลบนผิวหนังที่มีการติดเชื้อเป็นแผลหนอง นอกจากนี้เนื้อว่านหางจระเข้ยังช่วยขจัดสิ่งสกปรกและรักษาสมดุลผิวให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเมื่อนำว่านหางจระเข้มาใช้พอกบำรุงผิวหน้าเป็นประจำจะช่วยปรับเปลี่ยนผิวหน้าที่มีปัญหาสิว จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ให้ดูเรียบเนียนสดใสและเปล่งปลั่งได้โดยไม่ต้องไปซื้อครีมแพง ๆ ที่ไหนเลยล่ะค่ะ

 

สูตรรักษาสิวด้วยว่านหางจระเข้ : ก่อนที่จะนำว่านหางจระเข้มาใช้พอกหน้าทุกครั้ง ควรล้างทำความสะอาดว่านหางจระเข้ โดยนำใบว่านหางจระเข้ที่ตัดมาไปแช่น้ำสะอาดแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองออกให้หมด จากนั้นจึงนำไปปอกเปลือกออกให้หมดเหลือแต่วุ้น ล้างน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วผึ่งไว้สักครู่หรือนำไปแช่ตู้เย็น

สูตรที่ 1 เนื้อว่านหางจระเข้ ½ ถ้วย

นับเป็นสูตรเบสิกที่สาว ๆ สามารถใช้บรรเทาอาการสิวได้ทุกวัน โดยการนำเนื้อว่านหางจระเข้มาหั่นหรือปั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นจึงนำไปทาลงบนหัวสิว หรือทาบาง ๆ ให้ทั่วหน้าแบบไม่ต้องล้างออก ตื่นเช้ามาจะสังเกตได้ว่าสิวจะค่อย ๆ ทุเลาลง และเมื่อสิวหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนผิวอีกด้วย

สูตรที่ 2 เนื้อว่านหางจระเข้ 1/4 ถ้วย + นมสด ¼ ถ้วย + ผงขมิ้น 1 ช้อนชา

เทส่วนผสมทั้งหมดลงในชามสะอาดแล้วผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะช่วยลดสิวและฟื้นฟูผิวเสียหยาบกร้านให้ดูเนียนนุ่มขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่มีทั้งสิวและผิวหน้าหมองคล้ำดูไม่สดใส

สูตรที่ 3 เนื้อว่านหางจระเข้ 1/4 ถ้วย + ไข่ขาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

ผสมวัตถุดิบทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วจึงนำมาพอกหรือมาส์กหน้าไว้ให้ทั่ว (หากส่วนผสมเหลือจะนำพอกผิวก็ได้เช่นกัน) ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยลดความมันบนใบหน้าและขจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่บนผิวบำรุงให้ผิวหน้าให้ผ่องใสไร้ปัญหาสิว

เพราะว่านหางจระเข้ คือ สมุนไพรที่เปรียบเสมือนครีมบำรุงผิวส่งตรงจากธรรมชาติที่ประโยชน์นานับประการในการบำรุงผิวพรรณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นสิวด้วยแล้ว ก็ถือได้เป็นยารักษาสิวชั้นเยี่ยมที่สาว ๆ ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

Read More